บทความด้านพลังงาน

หน้าที่ 1: รูปแบบสัญญาการซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนของบริษัทเอกชน (Corporate PPA) และกรณีศึกษาในต่างประเทศ

บทความด้านพลังงาน
31 ตุลาคม 2567 , 12:00
42
0
0

1. ความสำคัญของ Corporate Power Purchase Agreement (Corporate PPA หรือ CPPA)

ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจในปัจจุบันได้รับแรงกดดันจากหลายภาคส่วน อาทิเช่น หน่วยงานภาครัฐ ผู้บริโภค ผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ สถาบันการเงิน เป็นต้น เพื่อให้ภาคธุรกิจมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่านการดำเนินมาตรการต่างๆ เช่น การเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงที่สะอาดมากขึ้น การเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 

ปัจจุบันผู้ใช้ไฟฟ้าภาคเอกชน เช่น กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าที่ต้องการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ในการดำเนินธุรกิจ (กลุ่มบริษัท RE100) มีความต้องการซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น เพื่อแสดงเจตจำนงในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas: GHG) จากการใช้ไฟฟ้าภายในกิจการ ภายใต้ขอบเขตที่2 (Scope 2) ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Emissions) ซึ่งปัจจุบันสัญญาการซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของบริษัทเอกชน (Corporate PPA) มีหลายรูปแบบ เช่น รูปแบบที่มีการซื้อไฟฟ้าที่ผู้ผลิตและผู้ใช้อยู่ภายในสถานที่เดียวกัน (on-site PPA) อาทิเช่น การติดตั้งแผงโซล่าร์บนหลังคา (Solar Rooftop) ซึ่งเป็นรูปแบบที่ง่ายและได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบันสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่ต้องการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน แต่เนื่องจากข้อจำกัดต่าง ๆ เช่น ขนาดพื้นที่ติดตั้ง เทคโนโลยีและเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ส่งผลให้การซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรูปแบบนี้ไม่สามารถทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง

รูปที่ 1 ยอดขายรถยนต์ EV ในช่วงปี 2021-2023 ในประเทศกลุ่มตัวอย่าง (ที่มา IEA)

รูปที่ 1 กลุ่มบริษัท RE100

นอกจากนั้นยังรูปแบบที่มีการซื้อไฟฟ้าที่ผู้ผลิตและผู้ใช้อยู่ต่างสถานที่ (off-site PPA) ซึ่งครอบคลุมทั้งรูปแบบที่มีการซื้อไฟฟ้าจริง (Physical PPA) เช่น Sleeved PPA และ Direct PPA เป็นต้น หรือรูปแบบสัญญาซื้อไฟฟ้าที่ไม่มีการซื้อไฟฟ้าจริง แต่เป็นเพียงสัญญาทางการเงินเท่านั้น (Financial Contract) เช่น รูปแบบสัญญาเสมือน (Virtual PPA) เป็นต้น เนื่องจากโครงสร้างกิจการไฟฟ้าในปัจจุบันของประเทศไทยเป็นรูปแบบผู้ซื้อรายเดียว (Enhanced Single Buyer: ESB) ดังนั้นจึงอาจไม่รองรับการดำเนินธุรกิจซื้อขายไฟฟ้าด้วยรูปแบบสัญญาการซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของบริษัทเอกชน (Corporate PPA) ที่มีหลายรูปแบบ

ในบางกรณีผู้ใช้ไฟฟ้าบางรายมีความสนใจซื้อใบรับรองเครดิตการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate: REC หรือ Guarantee of Origin: GO) จากผู้ค้าใบรับรองดังกล่าว แยกออกจากการซื้อไฟฟ้าจากผู้ให้บริการไฟฟ้า (Unbundled REC) หรือในบางกรณีผู้ให้บริการไฟฟ้าสามารถให้บริการไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนคู่กับใบรับรองเครดิต (Bundled REC) ที่เรียกว่าอัตราค่าไฟฟ้าสีเขียว (Utility Green Tariff) เพื่อให้บริการพลังงานไฟฟ้าสะอาดได้ตลอด 24 ชั่วโมง

2. รูปแบบสัญญาการซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของบริษัทเอกชน (Corporate PPA)

ในการบรรลุเป้าหมายการใช้พลังงานหมุนเวียนของภาคเอกชนด้วยการจัดทำข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชน (Corporate PPA) ถือเป็นกลไกทางการเงินที่ช่วยให้หน่วยงานการไฟฟ้าและบริษัทเอกชน สามารถจัดหาพลังงานหมุนเวียน (RE) จากบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าได้ตามเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม และข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ถือเป็นกลไกส่งเสริมการลงทุนด้านพลังงานทดแทน (RE Investment) ที่ใช้ต้นทุนเงินลงทุนล่วงหน้า (Upfront Cost) น้อยที่สุดหรืออาจจะไม่มีเลยก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นกับรูปแบบของ PPA ประกอบกับ ต้นทุนในการจัดหาพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้กลไก PPA รูปแบบนี้เป็นที่นิยมแพร่หลายในการตอบโจทย์การจัดหาไฟฟ้าสีเขียวเพื่อตอบเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ของภาคเอกชนในประเทศสหรัฐอเมริกา (U.S.) ในขณะเดียวกัน กลไกนี้เริ่มได้รับความนิยมในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นในสหภาพยุโรป หรือในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets)

ข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนกับเอกชน (Corporate PPA) เป็นกลไกที่แตกต่างจากกลไกนโยบายรัฐที่ใช้งบประมาณในการอุดหนุนโดยตรงเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน อาทิ Feed-in Premium (FIP) หรือ Feed-in Tariff (FIT) เนื่องจาก Corporate PPA เป็นการกำหนดกฎระเบียบที่อนุญาตให้เอกชนสามารถทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากันเองได้ โดยทั่วไป ข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนกับเอกชน หมายถึง สัญญาการส่งมอบไฟฟ้าระหว่างผู้ขายไฟฟ้าและผู้ซื้อล่วงหน้า ซึ่งมีการรับประกันรายได้และผลตอบแทนจากการลงทุน ระหว่างคู่สัญญาในช่วงระยะเวลาตามสัญญา ซึ่งโดยทั่วไปมีระยะเวลาตั้งแต่ 3 ถึง 25 ปี ทำให้ผู้ประกอบการเอกชน นักลงทุนและธนาคารพาณิชย์สามารถวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางการเงินและความเสี่ยงในการตัดสินใจลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนได้ เป็นการโอนย้ายผู้ลงทุนจากเดิมที่ต้องเป็นภาครัฐเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างธุรกิจโรงไฟฟ้าหรือเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ ซึ่งนําไปสู่การสร้างภาระผูกพันด้านต้นทุนพลังงานภายใต้งบประมาณของภาครัฐในระยะยาว เปลี่ยนมาเป็นส่งเสริมให้ภาคเอกชนสามารถลงทุนเพื่อจัดหาไฟฟ้าให้ผู้ใช้ไฟฟ้าได้เองเพื่อเพิ่มเติมไฟฟ้าสีเขียวเข้าสู่ระบบ (Additionality)

หากพิจารณารูปแบบข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้า (PPA) โดยดูจากคู่สัญญา ในสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป จะมีข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าระหว่างการไฟฟ้าและผู้ผลิตไฟฟ้า (Utilities PPA) และข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนกับเอกชน (Corporate PPA) ในขณะที่ สหภาพยุโรป มีข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าเพิ่มเติมซึ่งคู่สัญญาคือชุมชนพลังงานและสหกรณ์พลังงาน (Community PPA) ทั้งนี้ การเลือกใช้ข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้า (PPA) รูปแบบใดนั้นขึ้นกับภาระผูกพันด้านกฎระเบียบที่รัฐบาลมุ่งเน้นเป็นสำคัญ โดย Utilities PPA เป็นที่นิยมหากนโยบายรัฐบาลมีการกำหนดโควต้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบให้ได้ตามเป้าหมาย เช่นที่ สหรัฐอเมริกามีข้อกําหนดมาตรฐานพอร์ตโฟลิโอพลังงานหมุนเวียน (Renewable Portfolio Standard: RPS) หรือ รัฐบาลสวีเดนมีกำหนดโควตาสัดส่วนไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในระบบ โดยเปิดช่องทางให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสีเขียวซื้อไฟฟ้าผ่านการไฟฟ้าในอัตราพิเศษ ในขณะที่ Corporate PPA เป็นที่นิยมในกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าที่เป็นองค์กรเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม (Commercial & Industrial) ที่ต้องจัดหาไฟฟ้าหมุนเวียนให้ได้ตามเป้าหมาย และข้อได้เปรียบด้านราคาค่าไฟจากต้นทุนการผลิต RE ที่ถูกลงเมื่อเทียบกับไฟฟ้าที่มาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ซื้อผ่านระบบปกติ

2.1 รูปแบบข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้า

รูปที่ 2 การเปลี่ยนแปลงยอดขายรถยนต์ EV ส่วนบุคคลสำหรับปี 2024 เทียบกับ 2023 (ข้อมูล ณ
                            Q1/2024) (ที่มา BloombergNEF)

รูปที่ 2 โครงสร้างของ Corporate PPA (ตามนิยามที่ใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกา)

รูปแบบข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้า (PPA) มีลักษณะสำคัญและชื่อเรียกที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับ 1) กรอบกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบ PPA และ 2) ความสามารถของผู้ซื้อและรูปแบบธุรกิจของผู้ซื้อในการส่งมอบเนื้อไฟและใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน (REC)

ทั้งนี้ ในสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปมีโครงสร้าง PPA อยู่ 2 แบบ คือ

  1. รูปแบบข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าแบบกายภาพ (Physical PPA) ซึ่งมีการส่งมอบทั้งเนื้อไฟ และใบรับรองการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (REC)
  2. รูปแบบข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าแบบการเงิน (Financial PPA หรือ Virtual PPA หรือ Synthetic PPA) ซึ่งมีการส่งมอบใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียนเท่านั้น โดยไม่มีการส่งมอบเนื้อไฟ
2.1.1 สัญญาซื้อขายไฟฟ้าทางกายภาพ (Physical PPA)

เป็นสัญญาที่ผู้ซื้อไฟฟ้าตกลงที่จะซื้อไฟฟ้าโดยตรงจากผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียน โดยผู้ซื้อจะได้รับไฟฟ้าโดยตรงผ่านระบบโครงข่ายไฟฟ้า หรือ กริด (Grid) ในสัญญาประเภทนี้ ไฟฟ้าที่ผลิตจากโครงการพลังงานหมุนเวียนจะถูกส่งมอบให้กับผู้ซื้อเพื่อการใช้งานผ่านโครงข่ายของบริษัทที่ให้บริการสาธารณูปโภคท้องถิ่น หรือผ่านการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย

Physical PPA มีลักษณะที่สำคัญคือ

  1. มีการส่งมอบไฟฟ้าจริง โดยผู้ซื้อจะได้รับไฟฟ้าในปริมาณที่สอดคล้องกับไฟฟ้าที่ผลิตจากโครงการพลังงานหมุนเวียน
  2. มีราคาคงที่ ผู้ซื้อมักจะตกลงราคาคงที่สำหรับไฟฟ้าในระยะยาว ซึ่งช่วยป้องกันความผันผวนของราคาพลังงาน
  3. มีสัญญาระยะยาว เป็นข้อตกลงระยะยาวที่รับประกันรายได้ที่มั่นคงสำหรับผู้ผลิตพลังงาน ในขณะที่มั่นใจว่าจะมีการจัดหาพลังงานที่เสถียรสำหรับผู้ซื้อ
  4. มีการเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าเดียวกัน เนื่องจากไฟฟ้าถูกส่งมอบจริงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายผ่านโครงข่าย

สัญญาซื้อขายไฟฟ้า Physical PPA สามารถแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ คือ

2.1.1.1 สัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบติดตั้งภายในสถานที่ (On-site PPA)
รูปที่ 2 การเปลี่ยนแปลงยอดขายรถยนต์ EV ส่วนบุคคลสำหรับปี 2024 เทียบกับ 2023 (ข้อมูล ณ
                            Q1/2024) (ที่มา BloombergNEF)

รูปที่ 3 โครงสร้างของ On-site PPA

มีการติดตั้งแหล่งพลังงานหมุนเวียนอยู่ภายในสถานที่ของบริษัทผู้ซื้อไฟฟ้า เช่น แผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา (Solar Rooftop) หรือกังหันลมขนาดเล็ก หรือโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยพลังงานที่ผลิตได้จะถูกใช้ภายในสถานที่เดียวกันที่ผลิตขึ้น โดยผู้ใช้ไฟฟ้าจะซื้อไฟฟ้าจากผู้ให้บริการสาธารณูปโภคในกรณีที่มีการผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอ และอาจมีการจำหน่ายไฟฟ้าเข้าโครงข่ายในกรณีที่มีการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเกินความต้องการใช้ไฟฟ้า

2.1.1.2 สัญญารับซื้อไฟฟ้าตรง (Physical/Direct PPA)

สัญญารูปแบบนี้ คือข้อตกลงที่ทำขึ้นระหว่างผู้ผลิตพลังงานทดแทนและผู้ซื้อไฟฟ้า ให้มีการการส่งมอบเนื้อไฟฟ้าโดยตรงจากผู้ผลิตให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม มีความแตกต่างในคำนิยาม Direct PPA ในสหรัฐอเมริกาและ สหภาพยุโรป เนื่องจากในสหรัฐอเมริกานั้น Physical/Direct PPA นั้น ผู้ผลิตและผู้ซื้อไฟฟ้าสามารถอยู่ต่างพื้นที่ (Off-site PPA) และต้องใช้โครงข่ายการไฟฟ้าในการส่งมอบไฟฟ้า ทำให้อาจส่งผลกระทบต่อการรักษาสมดุลระหว่างการผลิตและการใช้ไฟฟ้า (Balance of Supply and Demand) ในโครงข่าย ดังนั้นจึงมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการส่งและจำหน่ายจากหน่วยงานที่ทำหน้าที่รักษาสมดุลระหว่างการผลิตและการใช้ไฟฟ้า (Balance Responsible Party: BRP) ในขณะที่ Direct PPA ในสหภาพยุโรปจะเป็นการติดตั้งแหล่งผลิตไฟฟ้าแบบ Behind the Meter PPA หรือ On-Site PPA เท่านั้น ซึ่งไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อโครงข่ายไฟฟ้า

กรณี Off-site PPA ไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตจะถูกส่งมอบไปยังผู้ซื้อผ่านสายส่งไฟฟ้าระหว่างสองฝ่าย หรือผ่านระบบโครงข่ายไฟฟ้าของบริษัทสาธารณูปโภค (โครงข่ายสาธารณะ) โดยมีการเก็บค่าธรรมเนียมการใช้โครงข่าย (Wheeling Charge) เนื่องจากผู้ซื้อได้รับกรรมสิทธิ์ในพลังงานที่ผลิตในข้อตกลงประเภทนี้ ราคาสุดท้ายสำหรับไฟฟ้าที่ส่งมอบจะขึ้นอยู่กับราคาที่ตกลงใน PPA รวมกับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการส่งไฟฟ้า ซึ่งโดยทั่วไปแล้วสัญญารูปแบบนี้เป็นสัญญาระยะยาว ซึ่งวิธีการนี้ผู้ซื้อไฟฟ้าเป็นผู้รับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง

รูปที่ 2 การเปลี่ยนแปลงยอดขายรถยนต์ EV ส่วนบุคคลสำหรับปี 2024 เทียบกับ 2023 (ข้อมูล ณ
                            Q1/2024) (ที่มา BloombergNEF)

รูปที่ 4 แสดงความแตกต่างของคำจำกัดความ Corporate PPA ในสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป

รูปที่ 2 การเปลี่ยนแปลงยอดขายรถยนต์ EV ส่วนบุคคลสำหรับปี 2024 เทียบกับ 2023 (ข้อมูล ณ
                            Q1/2024) (ที่มา BloombergNEF)

รูปที่ 5 โครงสร้างของ Direct PPA
แบบซื้อขายไฟฟ้าผ่านโครงข่ายสาธารณะ (Off-site PPA รูปด้านบน)
และแบบภายในสถานที่เดียวกัน (On-site PPA รูปด้านล่าง)

2.1.1.3 สัญญารับซื้อไฟฟ้าผ่านตัวแทน (Sleeved PPA)

เป็นข้อตกลงทางสัญญาระหว่างผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน และผู้ซื้อไฟฟ้า โดยมีการช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดหาพลังงานหมุนเวียนผ่านตัวกลาง (Sleeves) ซึ่งมักจะเป็นบริษัทสาธารณูปโภคท้องถิ่นหรือผู้ให้บริการพลังงาน หรือเรียกว่าหน่วยงาน (Balance Responsible Party: BRP) ทำหน้าที่ในการบริหารจัดการความสมดุลของปริมาณไฟฟ้า (Balancing) และได้รับค่าบริการ (Sleeved Fees) สำหรับการจับคู่ระหว่างปริมาณผลิตและปริมาณไฟฟ้าที่ถูกใช้ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง โดยในสหรัฐอเมริกา Sleeved PPA คือ การทำสัญญา 3 ฝ่ายระหว่างผู้ผลิต ผู้ใช้ไฟฟ้าและการไฟฟ้าท้องถิ่นซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการไฟฟ้าและเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ดังนี้

  1. ผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียน ซึ่งทำการผลิตไฟฟ้าหมุนเวียน เช่น จากโซลาร์เซลล์ หรือ พลังงานลม และส่งไฟฟ้าสู่กริดของหน่วยงาน BRP
  2. ตัวกลาง (บริษัทให้บริการด้านสาธารณูปโภค) ทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่จัดการการส่งมอบไฟฟ้าจากผู้ผลิตไปยังผู้ซื้อ บริษัทสาธารณูปโภคมีหน้าที่รับผิดชอบในการทำให้แน่ใจว่าผู้ซื้อได้รับปริมาณพลังงานหมุนเวียนที่ตกลงกันไว้ แม้ว่าผู้ผลิตอาจไม่สามารถจัดหาได้ในบางช่วงเวลา
  3. ผู้ซื้อไฟฟ้า เป็นข้อตกลงระยะยาวที่รับประกันรายได้ที่มั่นคงสำหรับผู้ผลิตพลังงาน ในขณะที่มั่นใจว่าจะมีการจัดหาพลังงานที่เสถียรสำหรับผู้ซื้อ

ดังนั้น Sleeved PPA ในสหรัฐอเมริกาอาจเรียกอีกชื่อว่า Back-to-Back PPA ในขณะที่ Direct Off-site PPA จะเป็นสัญญาแค่สองฝ่ายระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายเท่านั้น โครงสร้าง Sleeved PPA จะช่วยให้บริษัทต่าง ๆ สามารถซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนได้โดยไม่ต้องจัดการกับความยุ่งยากในการส่งมอบพลังงานด้วยตนเอง เช่น ในสัญญา Direct PPA

ประโยชน์ของการทำ Sleeved PPA คือการหลีกเลี่ยงข้อจำกัดด้านพื้นที่ ทำให้ผู้ผลิตสามารถเลือกพื้นที่และขนาดโรงไฟฟ้าที่เหมาะสมที่จะทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาดและมีต้นทุนต่ำสุด และช่วยลดความเสี่ยงเนื่องจากจำนวนผู้ใช้ไฟฟ้าในโครงข่ายรายอื่นสามารถเข้าร่วมสัญญาได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม Sleeved PPA จะทำได้ก็ต่อเมื่อผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้าอยู่บนโครงข่ายเดียวกัน

รูปที่ 3 การเติบโตปีต่อปีของความต้องการน้ำมันที่ลดลงจากการใช้งาน EV และรถ Fuel Cell
                            (ที่มา BloombergNEF)

รูปที่ 6 โครงสร้างของ Sleeved PPA
ที่มา บทความ ‘Corporate Renewable Power Purchase Agreements:
Scaling up Globally’ จาก WBCSD

2.1.2 สัญญาซื้อขายไฟฟ้าเสมือน (Virtual PPA: VPPA)

การทำข้อตกลงซื้อขายระหว่างผู้ผลิตและผู้ซื้อในรูปแบบการป้องกันความเสี่ยงด้านราคา หรือ การที่ผู้ซื้อมีการรับประกันราคาให้แก่ผู้ผลิตในอัตราที่ตกลงไว้ล่วงหน้า โดยไม่มีการส่งมอบไฟฟ้าระหว่างกัน หากแต่เป็นการส่งมอบใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (RE Certificate) ดังนั้น ในข้อตกลงซื้อขายนี้ ผู้ผลิตไฟฟ้าสามารถนำไฟฟ้าที่ผลิตได้ไปขายในตลาดค้าส่ง (Wholesale Market) โดยมีการรับประกันส่วนต่างระหว่างราคาที่ตกลงไว้ (Strike Price) และราคาค่าไฟฟ้าในตลาดค้าส่ง (Settlement Price) โดยพื้นฐานแล้ว VPPA ทํางานคล้ายกับ Contract for Difference (CfD) ที่มีการชดเชยส่วนต่างของราคา

Virtual PPA (VPPA) เป็นสัญญาทางการเงินระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการส่งมอบพลังงานจริงไปยังสถานที่ของผู้ซื้อ แต่เป็นการสร้างข้อตกลงทางการเงินที่ช่วยให้บริษัทและผู้ซื้ออื่นๆ สนับสนุนการพัฒนาโครงการพลังงานทดแทน และยังได้รับประโยชน์จากความเสถียรของราคาไฟฟ้าที่มีการชดเชยส่วนต่างของราคา ซึ่งทำให้มีความแตกต่างจากรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าทางกายภาพ (Physical PPA) 

โดยทั่วไปแล้ว VPPA จะเป็นสัญญาระหว่างผู้ซื้อไฟฟ้า (เช่น บริษัทที่ต้องการชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนของตน) กับผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน และบางครั้งยังมีตัวกลาง เช่น ธนาคารหรือที่ปรึกษาโครงการ

หลักการทำงานของสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเสมือน (VPPA)

กลไกการกำหนดราคาในข้อตกลงซื้อพลังงานเสมือน (VPPA) ประกอบด้วยส่วนที่ขับเคลื่อนโดยตลาดและส่วนที่เป็นสัญญา โดยมีตัวแปรที่สำคัญคือ

ราคาตลาด (Settlement Price) คือราคาขายส่งไฟฟ้าในภูมิภาคที่ตั้งของโครงการพลังงานทดแทน ซึ่งราคานี้ถูกกำหนดโดยตลาดไฟฟ้าและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามปัจจัยต่างๆ เช่น อุปทานและความต้องการ สภาพอากาศ ราคาต้นทุนเชื้อเพลิง และการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ เป็นต้น

ราคาที่ตกลงไว้ (Strike Price) หรือราคาที่กำหนดร่วมกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งเป็นราคาคงที่ที่ผู้ซื้อไฟฟ้าตกลงที่จะจ่ายสำหรับแต่ละหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตจากโครงการพลังงานทดแทนตลอดระยะเวลาของข้อตกลง (เช่น 10-20 ปี) ราคานี้จะถูกตกลงในขณะที่ทำสัญญา โดยราคาดังกล่าวออกแบบมาเพื่อให้เกิดความมั่นคงทางการเงินแก่ผู้ผลิตพลังงานทดแทน ช่วยให้สามารถจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการด้วยรายได้ที่คาดการณ์ได้ อย่างไรก็ตามในบางกรณีอาจมีการตกลงราคาไว้ที่ไม่คงที่ เช่น การปรับราคาตามเงินเฟ้อ

โดยการซื้อขายในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเสมือน ผู้ผลิตไฟฟ้าจะขายไฟฟ้าสู่กริดในราคาตลาด และผู้ซื้อไฟฟ้าจะทำการซื้อไฟฟ้าจากบริษัทสาธารณูปโภคท้องถิ่นที่เป็นผู้จำหน่ายไฟฟ้า (Retailer) และผู้ซื้อไฟฟ้ามักจะได้รับใบรับรองพลังงานทดแทน (Guarantee of Origin: GO หรือ Renewable Energy Certificate: REC) จากผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน โดยผู้ใช้ไฟฟ้าจะทำสัญญา Contract for Difference (CfD) ซึ่งเป็นสัญญาทางการเงินที่ทั้งสองฝ่ายชำระค่าใช้จ่ายระหว่างกัน ขึ้นอยู่กับความแตกต่างระหว่างราคาที่กำหนดไว้และราคาตลาด โดยหากราคาตลาดสูงกว่าราคาที่กำหนดไว้ (Market Spike) ผู้ผลิตพลังงานทดแทน (ผู้ขาย) จะจ่ายส่วนต่างระหว่างราคาตลาดกับราคาเป้าหมายให้กับผู้ซื้อ และหากราคาตลาดต่ำกว่าราคาที่กำหนดไว้ (Market Drop) ผู้ซื้อจะชดเชยราคาให้กับผู้ขายสำหรับความแตกต่างนั้น

รูปที่ 18 จำนวนการติดตั้งจุดอัดประจุไฟฟ้าแบบส่วนตัวหรือตามที่สาธารณะในช่วงปี 2015-2023 (ที่มา IEA)

รูปที่ 7 โครงสร้างของ Virtual PPA หรือ Synthetic PPA
ที่มา บทความ ‘Corporate Renewable Power Purchase Agreements:
Scaling up Globally’ จาก WBCSD

รูปที่ 19 จำนวนการติดตั้งจุดอัดประจุไฟฟ้าแบบปกติและแบบเร็วในแต่ละประเทศในช่วงปี 2015-2023 (ที่มา IEA)

รูปที่ 8 โครงสร้างของ Virtual PPA หรือ Synthetic PPA
ที่มา บทความ Pricing Structure for corporate renewable PPAs’ จาก WBCSD

2.1.3 สัญญาซื้อใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (Unbundled GO or REC Purchase Contract)

เป็นการซื้อใบรับรองพลังงานหมุนเวียนเท่านั้น (โดยทั่วไปรู้จักกันในชื่อ Guarantee of Origin: GO หรือ Renewable Energy Certificate: REC) ในกรณีนี้ ผู้ซื้อเพียงได้รับคุณลักษณะด้านสิ่งแวดล้อมของการผลิตพลังงานหมุนเวียนเท่านั้น โดยไม่มีการส่งมอบไฟฟ้าระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้า โดยผู้ผลิตไฟฟ้าอาจจะขายไฟฟ้าให้กับกริด แต่ขายใบรับรองพลังงานทดแทน (GO หรือ REC) แยกต่างหากให้กับผู้ซื้อที่ต้องการ โดย 1 REC เทียบเท่ากับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจำนวน 1,000 หน่วย หรือ 1 MWh

ผู้ซื้อ REC ที่แยกออกจากไฟฟ้าสามารถอ้างสิทธิ์ในประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมจากพลังงานหมุนเวียนได้โดยไม่จำเป็นต้องบริโภคไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนนั้นโดยตรง

รูปที่ 3 การเติบโตปีต่อปีของความต้องการน้ำมันที่ลดลงจากการใช้งาน EV และรถ Fuel Cell
                            (ที่มา BloombergNEF)

รูปที่ 9 โครงสร้างของ Unbundled REC Purchase Contract

2.2 องค์ประกอบหลักและเงื่อนไขในข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้า (PPA)

เนื่องจากการทำข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้า (PPA) เป็นการตัดสินลงทุนในโครงการที่มีระยะเวลายาวนานกว่า 10 ปี ดังนั้น การร่าง PPA อย่างรอบคอบเพื่อให้แน่ใจ สิทธิ ความรับผิดชอบและภาระผูกพันของผู้ผลิตไฟฟ้า ผู้ลงทุนและผู้ซื้อให้มีความชัดเจน ครอบคลุมมิติสำคัญ ดังนี้ 1) สิทธิและภาระผูกพันของคู่สัญญาถูกกําหนดไว้อย่างชัดเจน 2) ความเสี่ยงของโครงการได้รับการจัดสรรอย่างเหมาะสมระหว่างคู่สัญญา และ 3) ข้อกําหนดและเงื่อนไขของการขายไฟฟ้า (รวมถึงการกําหนดราคาและการส่งมอบ)

PPA: ส่วนประกอบหลักและเงื่อนไข
สิ่งส่งมอบให้ผู้ซื้อ ผู้ซื้อได้รับไฟฟ้า และ/หรือ ใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน REC
ภาระผูกพันทางกฎหมาย สัญญากําหนดภาระผูกพันทางกฎหมายของผู้ซื้อและเจ้าของระบบสำหรับ
การบำรุงรักษาระบบ การซ่อมแซม หรือความรับผิดอื่น ๆ
ที่เกิดจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน
ระยะเวลาสัญญา ระยะเวลาที่ผู้ซื้อตกลงที่จะซื้อพลังงานจากผู้ผลิต
อัตราราคาค่าไฟในสัญญา การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าในสัญญา (ราคา/kWh) ที่ผู้ซื้อจะจ่ายเงินให้กับโครงการ
โครงสร้างการกำหนดราคา PPA อาทิ ราคาคงที่และราคาแบบบันไดเลื่อน
ถือเป็นโครงสร้างราคาที่ใช้กันทั่วไป
การปรับราคาแบบขั้นบันได การปรับราคา PPA เพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปในอัตราที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
ซึ่งโดยทั่วไปจะน้อยกว่า 3%
การสิ้นสุดสัญญา เงื่อนไขเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของสัญญา
มิติด้านสิ่งแวดล้อม การระบุความเป็นเจ้าของในสิทธิที่เกี่ยวข้องกับมาตรการส่งเสริมใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC)
การโอนสิทธิ์ ความสามารถของผู้พัฒนาโครงการในการโอนสิทธิ์ในโครงการให้กับบุคคลอื่น
การสนับสนุนด้านเครดิต ผู้ซื้ออาจใช้เอกสารสินเชื่อเพื่อรองรับภาระผูกพันในการชำระเงิน (Letter of Credit)
หรือเป็นรูปแบบของการค้ำประกันการชำระเงิน (Collaterals)
เงื่อนไขการปฏิบัติงาน การระบุเงื่อนไขที่ผู้ซื้อและเจ้าของระบบจะมีความรับผิดชอบ
ในการปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญา (เช่น เหตุสุดวิสัย)
ข้อกำหนดสิทธิ์ในการเข้าใช้พื้นที่ติดตั้งโรงไฟฟ้า ข้อกำหนดสำหรับสิทธิ์ของผู้พัฒนาในการเข้าใช้และใช้ทรัพยากรของผู้ซื้อเพื่อการพัฒนาโครงการ
การดำเนินงาน การบำรุงรักษา และการซ่อมบำรุง
สิทธิ์ลดหย่อนทางภาษี ผู้มีสิทธิ์รับประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีจากการลงทุนในโครงการด้านพลังงานที่รัฐส่งเสริม

การออกแบบข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าที่ดีควรรวมแรงจูงใจทางการเงินต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบริการด้านความยืดหยุ่น (Flexibility) และความมั่นคงของโครงข่าย (Grid Reliability) อาทิ การมีข้อกําหนดซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพของระบบโดยรวมหรือแรงดันไฟฟ้า และป้องกันความล้มเหลวของการจ่ายไฟฟ้าในช่วงที่มีแรงดันไฟฟ้าต่ำหรือเกินอย่างรุนแรง หรือข้อกำหนดซึ่งส่งผลด้านความยืดหยุ่นในระบบในมิติของ Load following

2.3 โครงสร้างของรูปแบบข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนและเอกชน (Corporate PPA)

โครงสร้างของรูปแบบข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนและเอกชน (PPA) เป็นกลไกทางการเงินที่มีความยืดหยุ่นมากและมีหลากหลายรูปแบบตามความต้องการของผู้ซื้อหรือผู้ขายไฟฟ้าซึ่งอาจจะมีหลายราย อาทิ

2.3.1 รูปแบบ Multi-buyer Structures

ซึ่งมีโครงสร้างผู้ซื้อหลายรายเพื่อสนับสนุนโครงการลงทุนผลิตไฟฟ้า 1 โครงการ ดังนั้น ผู้ลงทุนจึงสามารถแยกข้อตกลงซื้อขายไฟกับผู้ซื้อองค์กรหลายรายที่แตกต่างกันได้

2.3.2 รูปแบบ Aggregating Buyer Groups/Consortium

มีกลุ่มผู้ซื้อร่วมตัวกันเป็นสมาคม โดยอาจจะเป็นบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือมีหน่วยงานภาครัฐร่วมด้วย เพื่อเจรจาซื้อขายไฟฟ้าในสัญญาเดียวกับ PPA การรวมกลุ่มบริษัทผู้ซื้อพลังงานที่ร่วมกันซื้อพลังงานจากผู้ผลิต RE รายเดียวหรือหลายราย

2.3.3 รูปแบบ Portfolio Structuring of Pooled Smaller-Scale RE Projects

คือมีการจัดพอร์ตโฟลิโอรวบรวมโครงการผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กเข้าด้วยกัน โดยมีบริษัทตัวกลางทำหน้าที่เสมือนผู้จัดการทำหน้าที่ในการบริหารโครงการขนาดเล็กทั้งหมดแทน ซึ่งการบริหารแบบกองทุนนี้ดึงดูดให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ได้ง่ายขึ้นเพราะสามารถลดต้นทุนการบริหารธุรกรรมของข้อตกลงสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเป็นรายๆไปได้

2.3.4. รูปแบบ Corporate PPA สําหรับผู้ซื้อไฟฟ้ารายย่อย

รูปแบบการรวมกลุ่มเป็นสมาคม (Club) การรวมกลุ่มแบบสมาคมของบริษัทรายย่อย ทำให้แม้ว่าการใช้พลังงานสำหรับผู้ซื้อรายย่อยแต่ละรายจะมีขนาดเล็ก แต่การรวมพลังงานจะช่วยให้เกิดการประหยัดจากขนาด และมีอำนาจในการต่อรองมากยิ่งขึ้น

รูปที่ 4 ยอดขายรถยนต์ส่วนบุคคล PHEV ในแต่ละภูมิภาค (รูปซ้าย) และสัดส่วนยอดขายรถยนต์ส่วนบุคคลที่เป็น PHEV เทียบกับ BEV ตั้งแต่ปี 2017 จนถึงปี 2023 (รูปขวา) (ที่มา BloombergNEF)

รูปที่ 10 รูปแบบการรวมกลุ่มแบบ Club
ที่มา Bird & Bird (2023)

รูปแบบการเช่าร่วม (Joint Tenancy หรือ Anchor tenant) ซึ่งมี ผู้ซื้อหลักหรือผู้เช่าหลักที่ทําสัญญาซื้อไฟส่วนใหญ่ของโครงการไป และส่วนที่เหลือเปิดให้ลูกค้ารายย่อยสามารถลงนามสัญญา PPA ในปริมาณที่เล็กและในระยะเวลาที่สั้นกับผู้ผลิต RE เนื่องจาก PPA ลงนามโดยผู้ซื้อรายใหญ่ ผู้ซื้อรายย่อยจึงมีตัวเลือก PPA น้อยลง และราคาและระยะเวลาของโครงการอาจไม่เอื้ออํานวยในท้ายที่สุด

รูปที่ 5 ยอดขายและการเติบโตสะสม (CAGR) ของรถยนต์ประเภท BEV, Hybrid และ PHEV ในช่วงปี 2019-2023 (รูปขวา) (ที่มา BloombergNEF)

รูปที่ 11 รูปแบบการเช่าร่วม
ที่มา Bird & Bird (2023)

รูปแบบการทําสัญญาของผู้ค้าปลีก (Reseller Contracting Model) ผู้ซื้อรายใหญ่อาจซื้อพลังงานทั้งหมดจากโครงการ แล้วขายต่อส่วนหนึ่งของพลังงานที่ซื้อให้กับผู้ซื้อรายย่อยรายอื่น ผู้ซื้อรายย่อยในฐานะคู่สัญญาอีกทอดจะมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในแง่ของการเงินและการควบคุมความเสี่ยง ในทางกลับกัน คล้ายกับรูปแบบการเช่าร่วม Joint Tenancy เนื่องจาก PPA ลงนามโดยผู้ซื้อรายใหญ่ ผู้ซื้อรายย่อยจึงมีตัวเลือก PPA น้อยลง และราคาและระยะเวลาของโครงการอาจไม่เอื้ออํานวยในท้ายที่สุด

รูปที่ 6 ยอดขายรถยนต์ประเภท PHEV ของผู้ผลิตแต่ละรายในช่วงปี 2017-2023 ในประเทศจีน กลุ่มสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา (ที่มา BloombergNEF)

รูปที่ 12 การทําสัญญาของผู้ค้าปลีก
ที่มา Bird & Bird (2023)

3. กรณีศึกษารูปแบบสัญญาการซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของบริษัทเอกชน (Corporate PPA) ในต่างประเทศ

การทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติในการส่งเสริมให้ ข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนกับเอกชน (Corporate PPA) สามารถดำเนินการได้ในสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และบางประเทศในอาเซียน ครอบคลุม ประเภทสัญญา/ข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้า ปัจจัยส่งเสริมและข้อจำกัด ตลอดจนความท้าทายในมิติด้านกฎระเบียบทางนโยบาย ความคุ้มค่าทางการเงิน โดยเน้นการถอดบทเรียนจากประสบการณ์ด้านนโยบายและบริบทการพัฒนาตลาดไฟฟ้า เพื่อเสนอทางเลือกที่เป็นไปได้สำหรับประเทศไทยในการนํา Corporate PPA มาใช้สําหรับส่งเสริมการลงทุนด้านพลังงานทดแทนและการจัดหาพลังงานทดแทนเพื่อตอบเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero ได้

จากข้อมูล BloombergNEF ซึ่งได้รีวิวสถานการณ์ทั่วโลกในปัจจุบัน (ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2567) พบว่าประเทศสหรัฐอเมริกามีการทำสัญญารูปแบบ Corporate PPA มากที่สุดในโลก ซึ่งนำโดยการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม โดยกลุ่มผู้ทำสัญญาประเภทนี้มากที่สุดอยู่ในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยี ซึ่งนำโดย Microsoft Google Amazon Meta ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลก

รูปที่ 6 ยอดขายรถยนต์ประเภท PHEV ของผู้ผลิตแต่ละรายในช่วงปี 2017-2023 ในประเทศจีน กลุ่มสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา (ที่มา BloombergNEF)

รูปที่ 13 แนวโน้มการใช้ CPPA ทั่วโลก (ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2567)
ที่มา Bloomberg

3.1 สหรัฐอเมริกา (United States of America: USA)

คณะกรรมการกํากับดูแลพลังงานแห่งสหพันธรัฐ (Federal Energy Regulatory Commission: FERC) มีบทบาทหน้าที่ในการกำกับและควบคุมดูแลข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้า (PPA) รูปแบบต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลท้องถิ่นยังมีส่วนร่วมในกระบวนการกํากับดูแลแตกต่างกันไปเพื่อให้กลไก PPA สอดคล้องกับนโยบายอื่น ๆ ของรัฐนั้น ๆ ตัวอย่างเช่น รัฐนั้นกำหนดเป้าหมาย Renewable Portfolio Standard (RPS) จะเน้นให้การไฟฟ้า หรือ บริษัทสาธารณูปโภคในท้องถิ่นทำข้อตกลง Utilities PPA อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ Corporate PPA อย่างก้าวกระโดดมาจาก Facebook, Google, Amazon, AT&T, Walmart, Apple, Microsoft และ ExxonMobil เป็นผู้นําด้านการจัดซื้อจัดจ้างพลังงานหมุนเวียนขององค์กรในสหรัฐอเมริกา โดยมีส่วนแบ่งการตลาดรวมกันคิดเป็นปริมาณ 58 % ของปริมาณ PPA ตามกําลังการผลิตตามสัญญาในปี 2018

1) กรอบการกำกับดูแลด้านกฎหมายและนโยบายเพื่อส่งเสริม Corporate PPA

การกํากับดูแลกฎระเบียบของรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นที่ชัดเจนช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ผลิตและผู้ซื้อ RE วางแผนการลงทุนโครงการพลังงานระยะยาวได้ ดังนั้น การออกแบบกฎระเบียบและการทํางานของตลาดไฟฟ้าจึงมีบทบาทสําคัญในการแข่งขันที่เปิดกว้างและเป็นธรรมซึ่งสนับสนุนการเติบโตของ PPA สําหรับ RE ในสหรัฐอเมริกา

2) กฎระเบียบของรัฐบาลกลาง

เนื่องจากไฟฟ้าเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ จึงเป็นสิ่งสําคัญสําหรับผู้ซื้อและผู้ขายที่จะต้องเข้าใจว่าตลาดไฟฟ้าถูกควบคุมอย่างไรในสหรัฐอเมริกาในระดับรัฐบาลกลางและระดับรัฐบาลท้องถิ่นตามโครงสร้างตลาดไฟฟ้าแต่ละพื้นที่ โดยภายใต้พระราชบัญญัติพลังงานของรัฐบาลกลาง (FPA) คณะกรรมการกํากับดูแลพลังงานของรัฐบาลกลาง (FERC) มีบทบาทหน้าที่ในการควบคุมอัตราค่าไฟและการขายส่งไฟฟ้าระหว่างรัฐ การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าที่ "ยุติธรรมและสมเหตุสมผล" ปกป้องผู้ซื้อจากการขึ้นราคาที่เป็นการริเริ่มโดยผู้ขายฝ่ายเดียว การปกป้องผู้ขายจากการแก้ไขกฎระเบียบย้อนหลัง เว้นแต่ FERC จะประกาศใช้การแก้ไขดังกล่าวเพื่อปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ และมีการกำหนดมาตรฐานต้นทุนการบริการ โดย FERC จะกําหนดอัตราค่าไฟฟ้าในระดับที่ช่วยให้บริษัทผู้ลงทุนสามารถจ่ายคืนเงินกู้และดึงดูดเงินทุนได้ในการลงทุนได้อย่างเหมาะสม กฎระเบียบด้านอัตราค่าไฟที่ควบคุมโดย FERC จึงสร้างความเชื่อมั่นและความชัดเจนให้แก่ภาคเอกชนในการตัดสินใจลงทุนโครงการโรงไฟฟ้า RE ในรูปแบบข้อตกลงซื้อขายระหว่างเอกชนกับเอกชน PPA ได้

3) กฎระเบียบโครงสร้างตลาดไฟฟ้าแต่ละรัฐ

ความแพร่หลายรูปแบบ PPA ต่าง ๆ ในสหรัฐอเมริกา ขึ้นกับว่าแต่ละรัฐมีกฎระเบียบอนุญาตให้มีตลาดค้าส่งและค้าปลีกหรือไม่ ในปี 1973 พระราชบัญญัตินโยบายการกํากับดูแลสาธารณูปโภค (Public Utilities Regulatory Policies Act: PURPA) ซึ่งประกาศใช้และอนุญาตให้รัฐ 17 รัฐสามารถปรับโครงสร้างตลาดขายส่งไฟฟ้า (Wholesale) ได้ และในปี 1990 มีการออกกฎหมายเพิ่มเติมโดยอนุญาตแต่ละรัฐการแข่งขันตลาดค้าปลีกไฟฟ้า ในรัฐที่มีตลาดขายส่งไฟฟ้านั้นสามารถเปิดสิทธิให้ผู้ผลิต RE เอกชนเข้ามาร่วมในตลาดไฟฟ้าได้ ในขณะที่บางรัฐโดยเฉพาะในฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งระบบไฟฟ้ายังคงเป็นระบบไฟฟ้าแบบ vertically integrated นั้น ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนไม่สามารถเข้ามาขายไฟฟ้าผ่านโครงข่ายในรูป Corporate PPA ได้ ทำได้เพียงแต่เป็น Utility PPA ในขณะเดียวกัน โดยทั่วไป Public utility commission (PUC) มีบทบาทกำกับดูแลหรืออนุญาตการขายปลีกไฟฟ้าและการกระจายในท้องถิ่นภายในรัฐ และการเชื่อมต่อโครงข่ายเพื่อส่งกระแสไฟฟ้าจากแหล่งผลิตไปยังลูกค้าแต่ละรายโดยตรง

ดังนั้น รูปแบบการทำสัญญา Corporate PPA ไม่ว่าจะเป็นแบบ Physical PPA หรือ Virtual PPA จึงถูกกำหนดจากกฎระเบียบภายในแต่ละรัฐเป็นสำคัญ ซึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกาก็มีความหลากหลายในเชิงรูปแบบโครงสร้างกิจการไฟฟ้า ในบางมลรัฐก็มีรูปแบบตลาดขายส่ง (Wholesale Market) บางมลรัฐมีรูปแบบตลาดขายปลีก (Retail Market)

รูปที่ 1 ยอดขายรถยนต์ EV ในช่วงปี 2021-2023 ในประเทศกลุ่มตัวอย่าง (ที่มา IEA)

รูปที่ 14 โครงสร้างตลาดไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกา
ที่มา https://www.epa.gov/green-power-markets/us-electricity-grid-markets#structure

รูปแบบ Physical PPA มีข้อจํากัดค่อนข้างมากเพราะต้องมีการส่งมอบเนื้อไฟ โดยผู้ซื้อเอกชน (Buyer) จำเป็นต้องตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีตลาดไฟฟ้าค้าปลีก (Retail Market) ในขณะที่ผู้ผลิตไฟฟ้า (Developer) ก็ต้องตั้งอยู่ในพื้นที่โครงข่ายที่อนุญาตให้เชื่อมต่อกับผู้ดูแลสายส่ง (Independent System Operator : ISO) หรือ Regional Transmission Organization (RTO)

รูปแบบ Sleeved PPA นั้นเป็นที่นิยมในตลาดไฟฟ้าที่มีการควบคุม (Regulated Electricity Market) โดยใช้เป็นทางเลือกทดแทนกลไก Utility Green Tariff

รูปแบบ Virtual PPA (VPPA) เป็นที่นิยมแพร่หลายในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากรูปแบบ VPPA ซึ่งไม่จําเป็นต้องมีการส่งมอบเนื้อไฟทางกายภาพจากผู้ผลิตไปยังผู้ซื้อ ทำให้ผู้ผลิต RE สามารถอยู่ในสถานที่ใดก็ได้ที่มีเปิดเสรีตลาดค้าส่งไฟฟ้า

ประเภท PPA ที่มีให้บริการภายใต้โครงสร้างตลาดที่แตกต่างกันในประเทศสหรัฐอเมริกา

รูปที่ 15 ประเภท PPA ที่มีให้บริการภายใต้โครงสร้างตลาดที่แตกต่างกันในประเทศสหรัฐอเมริกา
ที่มา DENA (2019).

4) กลยุทธ์การป้องกันความเสี่ยงและการจัดการพลังงาน

ด้วยโครงสร้างราคาที่ออกแบบมาอย่างดี PPA สามารถใช้เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการเพิ่มขึ้นของราคาไฟฟ้าในระยะยาว และช่วยลดความเสี่ยงทั้งในการลงทุนและการดําเนินงาน และดึงดูดเงินทุนจากภาคเอกชนให้เต็มใจที่จะลงทุนเพื่อเติมไฟฟ้าสีเขียวเข้ามาในระบบได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม แรงกดดันที่ทําให้การเติบโตของ Physical PPA ชะลอตัวลงในบางช่วงก็มาจากแนวโน้มราคาค่าไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติมีทิศทางราคาถูกและการที่ต้นทุน RE ในอนาคตมีแนวโน้มลดลง ดังจะเห็นได้จาก สัดส่วนของ Physical PPA ในการติดตั้งกําลังการผลิตพลังงานลมของสหรัฐฯ ในปี 2000 มีสัดส่วน 80% ลดลงเหลือน้อยกว่า 50% ในปี 2018 ในขณะเดียวกัน รูปแบบ VPPA ที่เริ่มใช้ในปี 2015 ก็เป็นที่นิยมในการป้องกันความเสี่ยงโดยรับแค่ส่วนต่างของราคา และตอบความต้องใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน (REC ได้ง่ายขึ้น

สถิติการใช้ CPPA รูปแบบต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา (ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2567)

รูปที่ 17 สถิติการใช้ CPPA รูปแบบต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา (ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2567)
ที่มา BloombergNEF

สถิติการใช้พลังงานสีเขียวผ่าน Corporate PPA ในสหรัฐอเมริกา (ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2567)

รูปที่ 16 สถิติการใช้พลังงานสีเขียวผ่าน Corporate PPA ในสหรัฐอเมริกา
(ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2567)
ที่มา BloombergNEF

นอกจากนี้ ในสหรัฐอเมริกา โครงสร้าง PPA ถือเป็นนวัตกรรมทางการเงินที่ใช้เพื่อจำกัดความเสี่ยงไม่ว่าจะจากความผันผวนของการผลิตไฟฟ้าหมุนเวียน การถูกให้ลดกำลังการผลิต Curtailment ดังนั้น ข้อตกลง PPA จึงเป็นการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบจัดเก็บพลังงาน (Battery Storage: BESS) ในอัตราค่าไฟในสัญญา PPA ที่ใช้ BESS มีการเสนอราคาสองชั้นเพื่อส่งเสริมการปรับใช้แบตเตอรี่ หรือ การซื้อขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ การจัดสรรความเสี่ยงระหว่างผู้ผลิตและผู้ซื้อโดยทำสัญญารูปแบบ Capacity & Energy PPA ซึ่งการกําหนดราคาประกอบด้วยสององค์ประกอบ คือ ราคากําลังการผลิตคงที่/MWh และค่าพลังงาน/MWh จึงช่วยจํากัดความเสี่ยงในการลดจํานวนสําหรับผู้ขายไว้ที่ค่าพลังงานเท่านั้น และรูปแบบการกำหนดเพดานราคา Time-of-Day เนื่องจากราคา PPA จะแตกต่างกันไปในแต่ละชั่วโมงของวัน ผู้ซื้อจึงสามารถกําหนดราคาต่ำในช่วงเวลาที่มีอุปทานล้นตลาดและให้ราคาสูงในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนได้ ซึ่งแนวทางนี้จะกระตุ้นให้ผู้ผลิต RE เปลี่ยนการส่งออกพลังงานเป็นชั่วโมงที่มีราคาสูงขึ้น และเพื่อลดปริมาณ curtailment โดยรวมของระบบ นอกจากนี้ มีการเปลี่ยนตัวแทนปริมาณหน่วยไฟฟ้าที่คำนวณตามตัวเลขสมมุติฐานที่คาดการณ์ไว้ตามสภาพอากาศ มาใช้แทนปริมาณหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตและส่งมอบได้จริงในสัญญาแบบเดิม

ในเชิงนโยบาย ข้อมูลเกี่ยวกับข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนกับเอกชนยังสามารถนำมาใช้ในการวางแผนการลงทุนและปรับปรุงโครงข่ายของรัฐได้อย่างเหมาะ ความซับซ้อนของสัญญาเมื่อมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมากขึ้น และการปรับให้เข้ากับนโยบายภาครัฐและโครงสร้างตลาดไฟฟ้าที่กำลังปรับตัวรองรับรูปแบบธุรกิจไฟฟ้าใหม่

3.2 สหภาพยุโรป (European Union: EU)

ตลาดข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ยังค่อนข้างใหม่และมีปริมาณซื้อขายค่อนข้างน้อย สถานการณ์ในประเทศในสหภาพยุโรปค่อนข้างแตกต่างกันในการจัดหา RE เติมเข้าไปในระบบไฟฟ้าเนื่องจากโครงสร้างตลาดไฟฟ้าที่แตกต่างกัน สำหรับประเทศที่มีระบบโควต้าพลังงานทดแทนในระบบ เช่น สวีเดน สหราชอาณาจักร และโปแลนด์ นิยมใช้ Utility PPA ในขณะที่ในสวีเดน รูปแบบการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนกับเอกชน Corporate PPA เป็นที่นิยมแพร่หลายและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในยุโรปจากกลไกนโยบายสนับสนุนทั้งในมิติกฎระเบียบและโครงสร้างตลาดที่เอื้อให้ดำเนินการซื้อขายระหว่างเอกชนกับเอกชน

อย่างไรก็ตาม สหภาพยุโรปมีจุดเปลี่ยนสำคัญที่เป็นรูปธรรมในการส่งเสริมการจัดหาพลังงานหมุนเวียนผ่านกลไกข้อตกลงซื้อขายพลังงานระหว่างเอกชนกับเอกชน โดยถือเป็นการเปลี่ยนผ่านจากคําสั่งพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Directive :RED II) ในปี 2018 ซึ่งตั้งเป้าหมายให้สหภาพยุโรปเพิ่มสัดส่วนการจัดหาพลังงานหมุนเวียน 32% ภายในปี 2030 ที่ปรับปรุงมาเป็น โปรแกรม ‘Fit for 55 Package’ ในปี 2021 ซึ่งมีเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกลง 55% และเพิ่มสัดส่วนการจัดหาพลังงานหมุนเวียน 40% ภายในปี 2030 ทั้งยังได้กำหนดกรอบการดำเนินการที่สนับสนุนการจัดทำข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนกับเอกชน (Corporate PPA) ที่ชัดเจนทั้งในมิติการลดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบในการทำข้อตกลง PPA และกลไกคุ้มครองด้านหลักประกัน เช่น กลไกการค้ำประกันสินเชื่อทางการเงินร่วมด้วย ในปี 2022 คณะกรรมาธิการยุโรปยังเปิดตัวแผน RE Power EU ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือการกําหนดแผนงานสําหรับการเลิกพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลของรัสเซียของสหภาพยุโรปและเพิ่มเป้าหมายสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนใหม่ที่ 45% ภายในปี 2030 เพื่อรับมือกับสงครามรัสเซีย ยูเครน

นอกจากนี้ ในปี 2021 มีการปรับแก้คําสั่งพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Directive :RED II) ที่สำคัญคือ การแก้ไขให้ใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน (Guarantee of Origin: GO) ของโครงการที่ได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐในรูป Feed-in-Tariff สามารถถ่ายโอนไปยังผู้ซื้อไฟโดยตรง (แทนที่จากเดิมใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียนเหล่านี้จะต้องนำมาประมูลซื้อขายอีกรอบ) ซึ่งถือเป็นผลดีต่อผู้ใช้ไฟฟ้าที่อยู่ภายใต้โครงการ ในปี 2023 คณะกรรมาธิการยุโรปได้เสนอการปฏิรูปการออกแบบตลาดไฟฟ้า โดยออกกฎระเบียบธุรกิจไฟฟ้า ที่อํานวยความสะดวกในการปรับใช้ PPA เพื่อส่งเสริมให้บริษัทต่างๆ สามารถจัดหาพลังงานระหว่างเอกชนกับเอกชนได้โดยตรงและสามารถทํากําไรจากราคาค่าไฟจากโครงการลงทุน เพื่อให้สอดรับกับเงินอุดหนุนของภาครัฐที่จะลดลงอย่างต่อเนื่อง

รูปที่ 9 เป้าหมายยอดขายรถยนต์ส่วนบุคคล EV ทั่วโลก (รูปซ้าย) และสัดส่วนยอดขายรถยนต์ส่วนบุคคลที่เป็น EV ในช่วงระยะสั้น ตั้งแต่ปี 2017-2027 (รูปขวา) (ที่มา BloombergNEF)

รูปที่ 18 เป้าหมายพลังงานหมุนเวียนของยุโรปในปี 2030
ที่มา FSR Energy Union

1) ประเทศเนเธอร์แลนด์ (Netherlands)

การกํากับดูแลกฎระเบียบของรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นที่ชัดเจนช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ผลิตและผู้ซื้อ RE วางแผนการลงทุนโครงการพลังงานระยะยาวได้ ดังนั้น การออกแบบกฎระเบียบและการทํางานของตลาดไฟฟ้าจึงมีบทบาทสําคัญในการแข่งขันที่เปิดกว้างและเป็นธรรมซึ่งสนับสนุนการเติบโตของ PPA สําหรับ RE ในสหรัฐอเมริกา

ประเทศเนเธอร์แลนด์ ค่อนข้างจะล้าหลังในการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศที่ประกาศไว้ ดังนั้น รัฐบาลจึงมีการออกมาตรการกระตุ้นการลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนในมิติการให้เงินอุดหนุนตามปริมาณ CO2 ที่ลดลงได้ภายใต้ SDE++ (Stimulation of Sustainable Energy Production) แทนที่มาตรการเดิมที่คิดจากปริมาณพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตได้ นอกจากนี้ มาตรการให้ลดหย่อนภาษีในโครงการลงทุนด้านการผลิตพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีที่เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ในรูปของ Energy Investment Tax- reduction ซึ่งอนุญาตให้บริษัทหัก 55% ของต้นทุนการลงทุนจากผลกําไรนอกเหนือจากค่าเสื่อมราคาที่ได้รับอนุญาต

รูปที่ 6 ยอดขายรถยนต์ประเภท PHEV ของผู้ผลิตแต่ละรายในช่วงปี 2017-2023 ในประเทศจีน กลุ่มสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา (ที่มา BloombergNEF)

รูปที่ 19 โครงสร้างตลาดไฟฟ้าในเนเธอร์แลนด์
ที่มา Deloitte

ข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนกับเอกชน (Corporate PPA) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากการวางโครงการตลาดไฟฟ้าของเนเธอร์แลนด์บังคับให้ธุรกิจโครงข่ายและสายส่งก๊าช แยกกลุ่มออกจากกลุ่มบริษัทที่ทำหน้าที่ผลิตจัดหาหรือซื้อขายพลังงาน (Mandatory Unbundling) ทำให้ผู้ผลิตไฟฟ้าและผู้ใช้ไฟเอกชนแต่ละรายสามารถทำข้อตกลงซื้อขายระหว่างกันเองได้โดยไม่จำเป็นการไฟฟ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง (ไม่ต้องทำ Back-to-Back PPA) หากแต่ผู้ให้บริการโครงข่ายหรือบริษัทภายนอกเข้ามารับผิดชอบในการให้บริการ balancing แทนได้

รูปที่ 6 ยอดขายรถยนต์ประเภท PHEV ของผู้ผลิตแต่ละรายในช่วงปี 2017-2023 ในประเทศจีน กลุ่มสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา (ที่มา BloombergNEF)

รูปที่ 20 การทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบ PPA โดยไม่ต้องมีการทำ Back-to-Back PPA กับทางการไฟฟ้า
ที่มา Bird & Bird (2023)

ข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าเอกชนกับเอกชนในประเทศเนเธอร์แลนด์ยังถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้น เนื่องจาก Corporate PPA มักจะดำเนินการจัดทำระหว่างบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความน่าเชื่อถือด้านเครดิตเพื่อให้แน่ใจว่าผู้ผลิตและผู้ซื้อที่เป็นคู่สัญญาสามารถดำเนินการได้ตามข้อตกลงในระยะยาว อย่างไรก็ตาม บริษัทเอกชนที่มีขนาดกลางและขนาดย่อมก็ต้องการซื้อขายไฟฟ้าภายใต้ข้อตกลงนี้ ดังนั้น Invest-Nl ซึ่งเป็นสถาบันส่งเสริมการลงทุนแห่งชาติเสนอแนวคิดกลไกกองทุนค้ำประกันในกรณีที่ผู้ซื้อไฟฟ้าล้มละลายก่อนสิ้นสุดสัญญา ซึ่งมีการเก็บเบี้ยประกันภัยในอัตราที่เหมาะสมจากผู้ผลิตไฟฟ้าซึ่งโครงสร้างการรับประกันสามารถเจรจาเพื่อปรับให้เข้ากับโครงสร้าง PPA และระดับความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยสร้างหลักประกันทางการเงินให้กับผู้ลงทุนและผู้ให้กู้ นอกเหนือไปจากผู้ผลิตไฟฟ้าและผู้ซื้อ อย่างไรแนวคิดกองทุนค้ำประกันก็ตามยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา

2) ประเทศฝรั่งเศส (France)

แรงผลักดันด้านราคาไฟฟ้าและเป้าหมายการตอบความยั่งยืนของภาคอุตสาหกรรมฝรั่งเศสทำให้ จำนวนข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้า Corporate PPA ใหม่ในช่วงปี 2022-2023 คิดเป็น 1,418.6 GWh มีจำนวนฉบับสัญญาใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า และมียอดรวมปริมาณการผลิตไฟฟ้าในสัญญาเพิ่มขึ้นกว่า 50% ในขณะเดียวกันผู้ผลิตไฟฟ้าก็แสวงหาผลตอบแทนที่ได้จากราคาค่าไฟที่สูงขึ้น โดยเทียบกับมาตราการ Contract for Difference (CfD) ที่ได้รับจากรัฐอยู่ในปัจจุบัน ความนิยมใน CPPA นั้นใช้ในทั้งโครงการลงทุนด้านพลังงานใหม่ และใช้ทดแทนโครงการลงทุนด้านพลังงานที่เคยได้รับสิทธิประโยชน์จากสัญญา Feed-in-tariff เดิมจะสิ้นสุดลง

รูปที่ 6 ยอดขายรถยนต์ประเภท PHEV ของผู้ผลิตแต่ละรายในช่วงปี 2017-2023 ในประเทศจีน กลุ่มสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา (ที่มา BloombergNEF)

รูปที่ 21 โครงสร้างตลาดไฟฟ้าของฝรั่งเศส
ที่มา Cour des comptes report “Organisation of the electricity market” (2022)

รัฐบาลฝรั่งเศสได้มีการวางกรอบกฎหมายเฉพาะ เพื่อเร่งการตอบเป้าหมาย Carbon Neutrality และแก้ปัญหาวิกฤตราคาค่าไฟที่เพิ่มสูงขึ้น สภานิติบัญญัติจึงได้มีการออกพระราชบัญญัติเร่งรัดพลังงานหมุนเวียน (ENR Acceleration Act) ในวันที่ 10 มีนาคม 2023

โดยประการแรก การกำหนดระเบียบใหม่ที่ชัดเจนสำหรับรูปแบบ Physical และ Virtual PPA ที่แตกต่างกัน เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาในการดำเนินการข้อตกลงการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนกับเอกชนให้ใช้ระยะเวลาสั้นลงจากเดิมครึ่งหนึ่ง

ประการที่สอง การอนุญาตให้หน่วยงานภาครัฐสามารถทำข้อตกลง CPPA กับภาคเอกชนได้โดยชอบธรรม โดยไม่ขัดกับหลักการประมูลแข่งขันภายใต้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (French Public Procurement Code) ที่กำหนดให้ระยะเวลาในสัญญามีระยะเวลาสั้นและอาจจะไม่สอดคล้องกับการทำสัญญาใน CPPA ที่จำเป็นต้องผูกพันในระยะยาว

ประการที่สาม การอนุญาตให้มี Hybrid Model ซึ่งเป็นการผสมกลไก CPPA กับ มาตรการ Feed-in-Tariff หรือ Contract for Difference ซึ่งเป็นไปเพื่อเปิดให้บริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ ผู้ซื้อไฟรายย่อยสามารถเข้าทำสัญญา CPPA ในส่วนของไฟฟ้าที่เหลือของโครงการได้ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงให้กับผู้ผลิตในกรณีที่ผู้ซื้อไฟรายย่อยเหล่านั้นจะผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งผู้ซื้อไฟฟ้ารายย่อยในสัญญา Hybrid จะไม่สามารถขายต่อใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน (Guarantee of Origin) ให้ผู้อื่นได้

นอกจากนี้ รัฐบาลได้มีการจัดตั้งกองทุนค้ำประกันข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนกับเอกชน(Électricité Renouvelable: GER) สำหรับบริษัทในภาคอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565 โดยมอบหมายให้ ธนาคารเพื่อการลงทุนสาธารณะของประเทศ (BPI) ดำเนินการกองทุนค้ำประกันซึ่งออกแบบมาเพื่อให้การสนับสนุนด้านการเงินแก่บริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมในอุตสาหกรรมที่อาจไม่สามารถออกเอกสารรับประกันการซื้อไฟฟ้า (Letter of Guarantee) ตามที่ผู้ผลิตเรียกร้องได้ ซึ่งกองทุนค้ำประกัน GER ได้ดำเนินการแล้วตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2023 และเงินทุนเริ่มต้นในกองทุนที่ 68 ล้านยูโร เพื่อรองรับ CPPA สำหรับการติดตั้งกำลังการผลิตใหม่ จำนวน 500 500 เมกะวัตต์ และอาจมีการขยายวงเงินเพิ่มเติมรองรับความต้องการของ Corporate PPA ในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ มาตรการ GER มีรูปแบบออกเอกสารค้ำประกันจากธนาคารและไม่นับเป็นการช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐ โดยกองทุนทำหน้าที่ชดเชยรายได้ให้แก่ผู้ผลิต ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ผิดนัดสัญญาในฝั่งผู้ซื้อ หากผิดนัดสามเดือนขึ้นไป และจำกัดเป็นการรับประกันเฉพาะโครงการพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ที่อยู่บนบกและมีการเชื่อมต่อกับโครงข่าย โดยระยะเวลาสัญญาไม่น้อยกว่า 10 ปีและมีการรับประกันปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ต่อปีไม่น้อยกว่า10 GWh ทั้งนี้ รูปแบบของสัญญา Corporate PPA ที่ครอบคลุม เช่น (i) ผู้ผลิตรายเดียว และผู้รับซื้อรายเดียว (ii) การรวมกลุ่มโครงการภายใต้ผู้ขายที่เป็นของกลุ่มเดียวกันกับผู้รับซื้อรายเดียว และ (iii) กรณีมีผู้รับซื้อกลางเพื่อให้บริการลูกค้าอุตสาหกรรม ซึ่งเมื่อเกิดกรณีผิดนัดชำระหนี้ ทาง GER จ่ายค่าตอบแทนรายเดือนให้ผู้ผลิตตามราคาตลาด

3.3 อาเซียน (ASEAN)

บริษัทเอกชนในประเทศแถบอาเซียนมีความต้องการซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ภาคนโยบายและหน่วยงานกำกับในแต่ละประเทศจำเป็นต้องออกกฎระเบียบเพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถทำสัญญาซื้อไฟฟ้าโดยตรงจากโรงไฟฟ้าได้ ซึ่ง BloombergNEF ได้รีวิว 6 ประเทศในอาเซียน (อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม) พบว่าทั้ง 6 ประเทศอนุญาตให้มีการซื้อไฟฟ้าแบบ On-site และมีการซื้อขาย REC ภาคสมัครใจในทั้ง 6 ประเทศ แต่ในปัจจุบันมี 2 ประเทศในแถบอาเซียนเท่านั้นที่อนุญาตให้ซื้อไฟฟ้าแบบ Off-site คือประเทศสิงคโปร์ (อนุญาตในเดือนพฤศจิกายน 2561) และมาเลเซีย (อนุญาตในเดือนพฤศจิกายน 2565) ส่วนเวียดนาม (นโยบายอนุมัติในเดือนกรกฎาคม 2567) และไทย (กพช. เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2567 อนุมัติกรอบนำร่อง 2,000 MW (2 GW) สำหรับโครงการ Direct PPA) จะเป็นประเทศลำดับถัดไป

รูปที่ 6 ยอดขายรถยนต์ประเภท PHEV ของผู้ผลิตแต่ละรายในช่วงปี 2017-2023 ในประเทศจีน กลุ่มสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา (ที่มา BloombergNEF)

รูปที่ 22 รูปแบบการซื้อขายพลังงานหมุนเวียนในอาเซียน
ที่มา Bloomberg

1) ประเทศเนเธอร์แลนด์ (Netherlands)

การกํากับดูแลกฎระเบียบของรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นที่ชัดเจนช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ผลิตและผู้ซื้อ RE วางแผนการลงทุนโครงการพลังงานระยะยาวได้ ดังนั้น การออกแบบกฎระเบียบและการทํางานของตลาดไฟฟ้าจึงมีบทบาทสําคัญในการแข่งขันที่เปิดกว้างและเป็นธรรมซึ่งสนับสนุนการเติบโตของ PPA สําหรับ RE ในสหรัฐอเมริกา

ประเทศเนเธอร์แลนด์ ค่อนข้างจะล้าหลังในการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศที่ประกาศไว้ ดังนั้น รัฐบาลจึงมีการออกมาตรการกระตุ้นการลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนในมิติการให้เงินอุดหนุนตามปริมาณ CO2 ที่ลดลงได้ภายใต้ SDE++ (Stimulation of Sustainable Energy Production) แทนที่มาตรการเดิมที่คิดจากปริมาณพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตได้ นอกจากนี้ มาตรการให้ลดหย่อนภาษีในโครงการลงทุนด้านการผลิตพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีที่เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ในรูปของ Energy Investment Tax- reduction ซึ่งอนุญาตให้บริษัทหัก 55% ของต้นทุนการลงทุนจากผลกําไรนอกเหนือจากค่าเสื่อมราคาที่ได้รับอนุญาต

รูปที่ 6 ยอดขายรถยนต์ประเภท PHEV ของผู้ผลิตแต่ละรายในช่วงปี 2017-2023 ในประเทศจีน กลุ่มสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา (ที่มา BloombergNEF)

รูปที่ 19 โครงสร้างตลาดไฟฟ้าในเนเธอร์แลนด์
ที่มา Deloitte

ข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนกับเอกชน (Corporate PPA) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากการวางโครงการตลาดไฟฟ้าของเนเธอร์แลนด์บังคับให้ธุรกิจโครงข่ายและสายส่งก๊าช แยกกลุ่มออกจากกลุ่มบริษัทที่ทำหน้าที่ผลิตจัดหาหรือซื้อขายพลังงาน (Mandatory Unbundling) ทำให้ผู้ผลิตไฟฟ้าและผู้ใช้ไฟเอกชนแต่ละรายสามารถทำข้อตกลงซื้อขายระหว่างกันเองได้โดยไม่จำเป็นการไฟฟ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง (ไม่ต้องทำ Back-to-Back PPA) หากแต่ผู้ให้บริการโครงข่ายหรือบริษัทภายนอกเข้ามารับผิดชอบในการให้บริการ balancing แทนได้

รูปที่ 6 ยอดขายรถยนต์ประเภท PHEV ของผู้ผลิตแต่ละรายในช่วงปี 2017-2023 ในประเทศจีน กลุ่มสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา (ที่มา BloombergNEF)

รูปที่ 20 การทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบ PPA โดยไม่ต้องมีการทำ Back-to-Back PPA กับทางการไฟฟ้า
ที่มา Bird & Bird (2023)

ข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าเอกชนกับเอกชนในประเทศเนเธอร์แลนด์ยังถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้น เนื่องจาก Corporate PPA มักจะดำเนินการจัดทำระหว่างบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความน่าเชื่อถือด้านเครดิตเพื่อให้แน่ใจว่าผู้ผลิตและผู้ซื้อที่เป็นคู่สัญญาสามารถดำเนินการได้ตามข้อตกลงในระยะยาว อย่างไรก็ตาม บริษัทเอกชนที่มีขนาดกลางและขนาดย่อมก็ต้องการซื้อขายไฟฟ้าภายใต้ข้อตกลงนี้ ดังนั้น Invest-Nl ซึ่งเป็นสถาบันส่งเสริมการลงทุนแห่งชาติเสนอแนวคิดกลไกกองทุนค้ำประกันในกรณีที่ผู้ซื้อไฟฟ้าล้มละลายก่อนสิ้นสุดสัญญา ซึ่งมีการเก็บเบี้ยประกันภัยในอัตราที่เหมาะสมจากผู้ผลิตไฟฟ้าซึ่งโครงสร้างการรับประกันสามารถเจรจาเพื่อปรับให้เข้ากับโครงสร้าง PPA และระดับความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยสร้างหลักประกันทางการเงินให้กับผู้ลงทุนและผู้ให้กู้ นอกเหนือไปจากผู้ผลิตไฟฟ้าและผู้ซื้อ อย่างไรแนวคิดกองทุนค้ำประกันก็ตามยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา

ฝ่ายนวัตกรรมและพัฒนาการกำกับกิจการพลังงาน

สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน

กรกฎาคม 2567

ข้อมูลอ้างอิง

  • Electric Vehicle Outlook 2024, BloombergNEF, June 12, 2024
  • China’s Low-Cost Lithium-Ion Battery Push, BloombergNEF, June 19, 2024
  • The Return of Plug-In Hybrids: Electric Mileage is Key, BloombergNEF, June 20, 2024
  • IEA Global EV Outlook 2024: Moving towards increased affordability, International Energy Agency
  • รายงานสถานการณ์รถยนต์ไฟฟ้า โอกาสและความท้าทายของไทย, กองนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า สินค้าอุตสาหกรรมและธุรกิจบริการ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์, กุมภาพันธ์ 2567
  • รายงานสภาพการแข่งขันทางการค้าในธุรกิจสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย, ฝ่ายโครงสร้างและธุรกิจบริการ สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า, กันยายน 2566
  • ข้อมูลหน่วยการใช้ไฟฟ้าจากการไฟฟ้านครหลวง และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
  • ข้อมูลสถานีอัดประจุจากสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT)
Embed
คัดลอกสำเร็จ